ภาวะไขมันพอกตับ ความผิดปกติของร่างกายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่ดื่มเหล้า หรือดื่มเพียงเล็กน้อย ในส่วนของการตรวจเพื่อให้ทราบปัญหาตับว่ากำลังถูกไขมันพอกอยู่หรือไม่ …
พญ.วิภากร ชูแสง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ เปิดเผยไว้ในนิตยสารสุขภาพ Better Health ว่า สามารถทราบได้จากการตรวจ เลือด ซึ่งจะแสดงค่าเอนไซม์ตับที่ผิดปกติ รวมทั้งระดับน้ำตาล และไขมัน แต่ผลการตรวจที่ออกมาในลักษณะดังกล่าว จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ และเจ็บตึงบริเวณชายโครงขวา
นอกจากนี้ยังสามารถตรวจได้จากการอัล ตร้าซาวด์ ตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการเจาะชิ้นเนื้อตับไปตรวจ เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค
โดยภาวะไขมันพอกตับมีการดำเนิน โรคค่อนข้างช้า แบ่งได้เป็น 4 ระยะ เริ่มจากระยะแรก คือ ระยะที่ไขมันเริ่มก่อตัวอยู่ในเนื้อตับ ไม่ทำให้เกิดผลกระทบใด ๆ เช่น การอักเสบของตับ หรือพังผืดในตับ
ระยะที่สอง เริ่มเกิดการ อักเสบที่ตับ ถ้าไม่ควบคุมดูแลให้ดีปล่อยให้ตับอักเสบเกินกว่า 6 เดือน จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
ขณะที่ระยะที่สาม การอักเสบของตับเริ่มรุนแรงขึ้น เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับจะค่อย ๆ ถูกทำลายลง ทั้งนี้ในระยะที่สองและสามของโรค ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการบ่งชี้ให้เห็นคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง และมีน้ำในท้องมาก
หากโรคดำเนินไปถึงระยะที่สี่หรือระยะสุด ท้าย เซลล์ตับจะเสียหายไปมาก อาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และความรู้สึกตัวลดลง เสี่ยงต่อการเกิดตับแข็ง และมะเร็งตับ
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในการรักษามุ่งลดไขมันสะสมและลดการอักเสบ(เฉพาะในรายที่มีอาการ อักเสบร่วมด้วย) เพื่อหยุดยั้งการดำเนินโรคต่อไป ส่วนวิธีที่อาจช่วยให้ รู้ทันโรคก่อนสาย คือ การตรวจสุขภาพประจำปีที่ไม่ควรละเลย …
(จาก นสพ. เดลินิวส์)